big happy Buddha statue

Buddha statues in a building near the foot of the staircase

300+ steps to the hill

Lots of tall trees line the staircase

reclining Buddha statue in Dragon King cave

another Buddha statue in Dragon King cave

inside the shrine

view from the hill

Wat Khao Pha Ngam

Update : January 17, 2023

Wat Siri Chanthon Nimit is commonly known as Wat Khao Pha Ngam. Its name "Siri Chanthon Nimit" was given by King Rama 6 during his visit.

Originally, it was a deserted temple on the eastern hillside of Khao Pha Ngam, where the remains of stupas, walls and reclining Buddha statues were found. It's believed to be built around 457, regarded as one of the oldest temples in Lopburi.

In 1912, Luang Pu Chan Siri Chantho (Phra Ubali Khunupamachan), Phrakru Palad Um (Phatharawutho), and Phra Mahata travelled hundreds of kilometers to look for a quiet place to practice meditation until they found this place.

LP Chan was the abbot of Wat Borom Niwat in Bangkok at that time, so he had to return to take care of his temple. But he told his brother (Phrakru Palad Um) that he would come back after the end of Buddhist lent.

After his return, the two monks still were there to practice meditation. Later, his brother brought another monk named Phra Lumchiak to this place, and they both renovated Dragon King cave and reclining Buddha statues in the cave.

The cave is later called "Tham Phatharawutho", that was named after his brother. In 1913, LP Mun Phurithatto discussed Dhamma with LP Chan in this cave.

Later, the white Buddha statue was built on the hill, that is shaped like a dragon. The statue is located on a perfect spot above the neck of the dragon in order to get power.

In 1924, his brother was appointed as the 1st abbot of the temple, but later moved to be the abbot of Wat Mani Cholakhan in Lopburi. Therefore, Phra Lumchiak was appointed as the 2nd abbot.

All right, let's start exploring the temple. When you arrived at the temple, you will see many monkeys inside the temple.

Don't worry because I notice that more than 90% of monkeys are in the front yard of the temple - there is nothing interesting there, except the small shrine with three abbot statues and the big Bodhi tree (The first Bodhi tree).

Behind the shrine, you will see the strange ordination hall that was built using rocks and painted light red. Next is the big happy Buddha statue.

After seeing interesting things on the ground, you then walk up the staircase that is flanked by naga statues. The way up to the hill, there are many spots for good photo. You don't really notice that you're walking up.

There are about 300+ steps. The naga staircase has 257 steps, If you want to see the white Buddha statue on the hillside, you have to walk up another 100+ steps. It gets a bit harder but it's worth it for the view.

วัดเขาพระงาม

วัดนี้เดิมชื่อวัดเขาพระงาม ต่อมา ร.6 เดินทางมาที่วัดนี้ และพระราชทานชื่อวัดให้ใหม่คือ สิริจันทรนิมิตร เดิมเป็นวัดร้าง มีร่องรอยของซากเจดีย์เก่า ซากกำแพง และพระนอนที่ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำพญามังกร (ถ้ำภัทราวุโธ) สันนิษฐานว่า วัดน่าจะสร้างราวปี พ.ศ.1000

ในปี พ.ศ. 2455 หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์), พระครูปลัดอ่ำ ภัทราวุโธ (น้องชาย) และพระมหาทา (ฐิตวีโร) ออกเดินทางเพื่อหาสถานที่สงบในการปฏิบัติธรรม จนได้มาพบสถานที่แห่งนี้ และนัดกันว่าจะกลับมาปฏิบัติธรรมที่นี่หลังออกพรรษา

ขณะนั้น หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ต้องกลับไปดูแลวัดที่กรุงเทพฯ ดังนั้นพระครูปลัดอ่ำกับพระอีกรูปจึงอยู่ปฏิบัติธรรมที่นี่

ต่อมาพระครูปลัดอ่ำได้พาพระลำเจียก สงฺกิจฺโจ มาจำพรรษาที่นี่ด้วย และได้ร่วมกันบูรณะถ้ำกับพระนอน จากนั้นพระครูปลัดอ่ำก็ได้จารึกชื่อของท่านไว้ที่ประตูหน้าถ้ำว่า "ถ้ำภัทราวุโธ ร.ศ.131" ครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2456 หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้นั่งสนทนาธรรมกับหลวงปู่จันทร์ในถ้ำแห่งนี้ หลายคนอาจไม่ทราบว่าหลวงปู่มั่นคือหนึ่งในลูกศิษย์ของหลวงปู่จันทร์

ต่อมาได้มีการสร้างพระพุทธรูปสีขาวบนเขา นามว่า "พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล" แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า "หลวงพ่อใหญ่" เนื่องจากเขามีลักษณะเหมือนมังกร ดังนั้นจึงได้สร้างพระใหญ่บริเวณเหนือคอมังกร เพื่อจะได้มีเดชานุภาพมาก ประกอบกับบริเวณนั้นมีหินก้อนใหญ่ 2 ก้อน ป้องกันไม่ให้องค์พระทรุดลงมา

ในปี พ.ศ. 2467 พระครูปลัดอ่ำได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด แต่ต่อมาท่านได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาส วัดมณีชลขันธ์ จ.ลพบุรี ดังนั้นพระลำเจียก สงฺกิจฺโจ จึงได้เป็นเจ้าอาวาสวัดรูปที่สองของวัด

เอาล่ะ มาเริ่มสำรวจวัดกันดีกว่า เมื่อมาถึงหน้าวัด เราจะเห็นลิงมากมาย ไม่ต้องกลัวนะคะ ให้ขับรถเข้าไปด้านในบริเวณวัด ภายในวัดมีลานกว้าง เราก็เอารถจอดไว้ตรงนั้น แล้วบอกคนที่วัดให้ช่วยดูลิงให้หน่อย

จากนั้นก็เดินสำรวจรอบๆ วัด เราจะพบพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่ หินเขี้ยวหนุมาน ส่วนด้านหลังพระสังกัจจายน์ จะมีถ้ำที่อดีตเจ้าอาวาสมาพัก ส่วนอาคารชั้นเดียวที่ทาสีแดงๆ นั่นคือพระอุโบสถ ดูแปลกตามากเลย

ด้านหน้าพระอุโบสถ จะเห็นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ (เป็นต้นโพธิ์ต้นแรกของวัด) หลวงพ่อจะมาปลุกเสกของขลังกันที่นี่ ใกล้ๆ กัน จะมีวิหารขนาดเล็กสีเหลืองขาว ภายในมีรูปปั้นของพระครูปลัดอ่ำ หลวงปู่จันทร์ และพระลำเจียก

จากนั้นเราก็เดินขึ้นบันไดพญานาคไปชมความงดงามด้านบน ตลอดทางปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และมีพระพุทธรูปตามจุดต่างๆ ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยมากในการเดินขึ้นบันได บันไดมี 300 กว่าขั้น แต่เป็นบันไดพญานาค 257 ขั้น

ระหว่างทางก็แวะเข้าไปชมความงามของพระนอนในถ้ำภัทราวุโธ จากนั้นก็ขึ้นไปกราบพระพุทธรูปสีขาว ขนาดใหญ่ บนไหล่เขา วิวด้านบนเขานั้นสวยงามมากจริงๆ ค่ะ