spectacular view from Wat Ratchanatda

the golden stupa on the hilltop enshrines relics of the Buddha

enjoy incredible views from the top of the temple  

 this is a large room under the stupa

it's the relaxing space

Stairway up to the hilltop

a lucky Buddha statue and the late abbot's picture

the vultures was a symbol of the temple

Wat Saket (Wat Phukhao Thong)

Update : September 5, 2023

Unlike other temples in Bangkok, this temple provides a stunning view that gives you the opportunity to experience a sense of serenity and Bangkok from every angle. 

This temple isn't far from the famous Khaosan road, and just 2.6 km from the Grand Palace. It's located at a minute walk from Wat Ratchanatda, that is the location of the famous metal castle. I will take you to visit Wat Ratchanatda next time. 

It's only one temple in BKK, where the gleaming stupa is situated on the highest man-made hill. There is a spiral staircase with 344 steps to the hilltop. The path is lined with tall trees, artificial gardens, and mist fans.

You will walk past a small coffee shop, and then a relaxing space with benches, a long line of Buddhist bells. And I'm sure most visitors love to bang them. You will also find another path down the hill, leading you to see vulture statues.

When you are at the relaxing space, that means you are almost halfway. From here to the hilltop, you would see great views, because there is no tree to obstruct the views. 

You are allowed to wear shoes while walking around the golden stupa on the hilltop. The golden stupa is surrounded by deities at four corners.

There is a large room under the stupa consisting of Buddha statues, a miniature model of the temple, money trees and beverage vending machines. It's very common to see Buddhists donate money to the temple by using a clip to attach a banknote to a money tree.


The history of the temple

This temple was built in the Ayutthaya period, originally called "Wat Sakea". The temple was restored and renamed as Wat Saket by King Rama 1. 

Saket is a royal word that means washing hair. It was believed that King Rama 1 stopped to take a bath and wash his hair at this temple during his return from the war.

The temple was later renovated by King Rama 3. And the king also added a golden stupa on the hilltop to the temple. But the stupa collapsed, because the soft soil couldn't support its weight. Over the next few decades, the mud and brick became a natural hill. So it was called Phukhao, that means mountain.

The stupa was built again in the reign of King Rama 4, but it was completed in the next reign around the late 19 century. The hill is 77 meters high. The modern temple as we see today was constructed in the early 20 century.


The vultures of Wat Saket  

It was said that cholera disease spread very quickly around Bangkok, so tens of thousands of people died in 1820 (during the reign of King Rama 2).

In the old days, we had a tradition of not cremating the dead bodies within the city walls. So dead bodies were transported through the gate "Pratu Phee", that was only one gate allowing dead bodies to pass.

At that time, Wat Saket happened to be the nearest temple, so the temple became a cremation site. A lot of bodies arrived every day and the temple was unable to cremate them in time. 

Some bodies who were left in the open area of the temple attracted many vultures. And vultures started coming to devour them, so the vultures became a symbol of the temple. 

วัดสระเกศ (วัดภูเขาทอง)

วัดนี้อยู่ห่างจาก วัดพระแก้ว แค่ 2.6 กม และอยู่ถัดจาก วัดราชนัดดา ซึ่งวัดราชนัดดาเป็นวัดที่มีชื่อเสียงมาก เพราะเป็นที่ตั้งของโลหะปราสาท วันหลังจะพาไปชมวัดราชนัดดากันนะ 

วัดสระเกศเป็นอีกวัดนึงที่น่ามาเที่ยว แม้ว่าอากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน แต่ทางขึ้นไปบนภูเขาทอง มีต้นไม้ตลอดสองข้างทาง ให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ร้อนมากอย่างที่คิด

เมื่อเดินขึ้นมาหน่อย เราจะเห็นร้านขายชา กาแฟ อยู่บนเขา ซึ่งมีแค่ร้านเดียว จากนั้นก็เดินขึ้นไปจนถึงจุดแวะพัก ซึ่งบริเวณนี้จะมีเก้าอี้ให้นั่งพักผ่อน มีระฆังหลายสิบใบ และจะมีทางลงไปกราบขอพรหลวงพ่อโต ใกล้ๆ กับหลวงพ่อโต จะมีรูปปั้นอีแร้งที่ยืนล้อมรอบศพอยู่ ซึ่งบริเวณจุดแวะพักจะมีป้ายและลูกศรบอกทาง 

เมื่อเดินผ่านจุดแวะพักแล้ว นั่นหมายความว่าเราเดินมาได้เกือบครึ่งทางแล้ว ทางขึ้นต่อจากนี้ จะไม่มีต้นไม้ปกคลุม เราจะได้เห็นวิวตลอดข้างทาง และสัมผัสลมเย็นๆ ด้วย 

ให้เดินต่อมาจนสุดบันได เราจะเห็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูป ภูเขาทองจำลอง เจดีย์ขนาดเล็กที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ก็เข้าไปกราบขอพรพระก่อนเลย จากนั้นก็หาป้ายที่เขียนว่า "ทางไปสวรรค์" เมื่อขึ้นไปแล้ว ก็จะเห็นเจดีย์สีทองตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง เราสามารถเดินวนรอบเจดีย์ได้เลย ลมเย็นสบาย

ส่วนบริเวณด้านล่างรอบภูเขาทอง จะมีถ้ำ ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปยืน และมีร้านค้าขายน้ำ ลูกชิ้นทอด ฯลฯ และมีเก้าอี้ให้นั่งพักผ่อน

ในช่วงวันลอยกระทง วัดสระเกศจะมีการจัดพิธีนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ถ้าเพื่อนๆ มีเวลาอยากให้มาเที่ยวช่วงที่มีงานลอยกระทง วัดจะจัดงานใหญ่มาก มีร้านค้ามากมาย และกลางคืนเขาจะเปิดไฟสปอร์ตไลท์ ทำให้วัดนี้สวยงามมากขึ้นไปอีก


ประวัติวัด

เป็นวัดเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดสะแก ต่อมา ร.1 ให้บูรณะวัด และตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดสระเกศ มีความหมายว่า "สระผม" เพราะวัดนี้เคยเป็นที่สรงน้ำ (อาบน้ำ) ของ ร.1 เมื่อครั้งที่พระองค์นำทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจลในกรุงธนบุรี และขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2325

ต่อมา ร.3 ให้บูรณะวัดและสร้างภูเขาทอง แต่สร้างไม่เสร็จ การก่อสร้างมาเสร็จใน ร.5 เมื่อสร้างเสร็จ ร.5 จึงตั้งชื่อว่า "สุวรรณบรรพต" (แปล่า ภูเขาทอง) มีความสูง 77 เมตร ด้านบนภูเขาทองมีเจดีย์สีทอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่นำมาจากประเทศอินเดีย มีบันไดทั้งหมด 344 ขั้น

วัดนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถือเป็น "สะดือเมือง" ซึ่งสะดือเมืองก็คือ จุดรวมศูนย์พลังของเมือง มักถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ และคนส่วนใหญ่มักจะมาขอพรเรื่องขายที่ดินกันที่นี่ โดยนำโฉนดที่ดินมาวางไว้ตรงบริเวณที่เขียนว่าสะดือเมือง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับเจดีย์สีทองด้านบน ก็มีคนสมหวังกันเยอะ 

ในสมัย ร.1 เสาชิงช้าและวัดสุทัศน์ก็ถือเป็นสะดือเมืองนะ ดังนั้นพิธีกรรมสำคัญต่างๆ ในสมัยก่อน มักจะจัดขึ้นที่บริเวณเสาชิงช้า


แร้งวัดสระเกศ

วัดนี้มีความเกี่ยวข้องกับอีแร้งด้วยนะ เล่ากันว่าในสมัย ร.2 มีโรคระบาดในกรุงเทพ นั่นก็คือ โรคห่า (อหิวาตกโรค) ชาวบ้านล้มตายหลายหมื่นคน 

สมัยก่อนเขาห้ามเผาศพในเมือง ดังนั้นศพจึงถูกนำไปเผาที่วัดนอกกำแพงเมือง และประตูที่นำศพผ่านไปได้มีแค่ประตูเดียว นั่นก็คือ "ประตูผี" และเผอิญว่า วัดสระเกศอยู่ใกล้กับประตูผีมากที่สุด ดังนั้นวัดนี้จึงกลายเป็นที่เผาศพคนจำนวนมาก

เมื่อมีศพจำนวนมาก จะมานั่งเผาทีละศพก็ไม่ทัน เขาก็จะนำศพมากองรวมกันเพื่อเผาทีเดียว ระหว่างเผาศพ ก็จะมีอีแร้งมานั่งรอกินซากศพ จึงกลายเป็นที่มาของคำว่า "แร้งวัดสระเกศ" 

ในตอนนั้นยังไม่มียารักษาโรค ร.2 จึงสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน โดยจัดพิธีขับไล่โรคห่า เรียกว่า "พิธีอาพาธพินาศ" ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระราชวัง